ความมั่นใจสุดกู่ของทัพ “สิงโตคำราม” จนโดน “เมจิก แมกยาร์” ขยี้ยับเยิน

ชาติที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นกำเนิดของฟุตบอล กล่าวกันว่านั่นคือ “ประเทศอังกฤษ” พวกเขาเป็นประเทศที่มีลีกสูงสุดที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากว่านี่คือลีกฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุด เล่นด้วยยากที่สุด โดยในสมัยก่อนนั้นพวกเขาเรียกลีกสูงสุดของอังกฤษว่า “ดิวิชั่น 1” แต่มันก็น่าแปลกใจอย่างมากเช่นกันว่าทำไมชาติทีได้รับการยกให้เป็นต้นกำเนิดของฟุตบอล กลับโดนประเทศอื่นๆแซงหน้าในการคว้าทั้งแชมป์โลก และแชมป์ทวีปอย่างยูโรไปจนเหี้ยนเลย

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น อังกฤษ เคยมีโอกาสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เพียงแค่ 1 สมัยเท่านั้น นั่นก็คือในฟุตบอลโลก 1966 ซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าภาพ แถมในนัดชิงชนะเลิศนั้นก็มีข้อครหาอย่างมากว่า เยอรมัน เสียเปรียบอังกฤษที่เป็นเจ้าภาพ โดยเฉพาะกับประตูปริศนาที่ทำให้ โมเมนตัม เหวี่ยงกลับไปหาอังกฤษ …

และยังรวมถึงเรื่องการคว้าแชมป์ยูโรก็เช่นกัน พวกเขาไม่เคยสัมผัสกับการคว้าแชมป์ยูโรได้เลย สวนทางกับชาติอื่นๆในยุโรปที่พาเหรดกันคว้าแชมป์ได้เป็นว่าเล่นเลยทีเดียว

กล่าวกันว่า เพราะความที่พวกเขา “อีโก้จัด” หยิ่งในศักดิ์ศรี คิดว่าชาติของตัวเองแน่กว่าคนอื่นนี่แหละที่ทำให้พวกเขาพลาดในการประสบความสำเร็จในระดับเมเจอร์ อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่พวกเขาดูถูก “ทีมชาติฮังการี” พวกเขาอาจจะลืมไปว่าทีมชาติอังการีชุดที่อังกฤษได้เผชิญหน้าด้วยในยุค 50 มันไม่ใช่ทีมชาติธรรมดาๆ เพราะชาติไหนที่เจอกับ ฮังการี ส่วนใหญ่มักจะโดนบ็อมบ์ประตูใส่ซะแทบจะหาทางกลับบ้านไม่ถูกเลยทีเดียว …

25 พฤศจิกายน 1953 … มันคือวันที่แฟนบอล “ทรีไลอ้อนส์” และรวมถึงนักเตะทีมชาติอังกฤษจะต้องจดจำไปจนวันตายเลยทีเดียว ว่าพวกเขาโดนชาติที่ไม่มีชื่อเสียงมาก่อนในเรื่องฟุตบอล บุกมาถล่มยับเยินใส่พวกเขาถึง “เวมบลีย์” สังเวียนเหย้าสุดทรงเกียรติที่นักเตะอังกฤษภูมิใจนักหนา และกล่าวกันว่านี่เป็นนรกทีมเยือนโดยเฉพาะ แต่ว่าฮังการีชุดดังกล่าว กลับทำให้ เวมบลีย์ กลายเป็น “นรกของทีมเหย้า” ไปซะแบบนั้น

ทีมชาติอังกฤษชุดดังกล่าว นำทัพมาโดย “บิลลี่ ไรท์” กัปตันทีมซึ่งเป็นปราการหลังชั้นแนวหน้าของทีม วูล์ฟแฮมตัน แถมยังมีโคตรปีกมหัศจรรย์จากทีมแบล็กพูลอย่าง สแตนลีย์ แมทธิวส์ ที่มีดีกรีเป็นนักเตะบัลลงดอร์คนแรกในประวัติศาสตร์อีกด้วย รวมถึงเหล่าสตาร์ดังมากมายที่คับคั่งพร้อมจะลงสนามโชว์เพลงแข้งที่แฟนบอลทั้งชาติรอชมอยู่ …

ฝั่งของฮังการี พวกเขาได้ใช้นักเตะแกนหลักจากทีมชุดแชมป์เหรียญทองโอลิมปิก 1952 พวกเขาเน้นนักเตะเกมรุกมากเป็นพิเศษ โดยถึงขนาดว่าพวกเขาใช้แผนการเล่นชนิดที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน …

3-2-5 ใช้แล้ว พวกเขาใช้กองหลังแค่ 3 มีกองกลาง 2 คน และใช้งานกองหน้าเต็มสตรีมถึง 5 รายเลยทีเดียว โดยกองหน้า 5 รายนั้นสามารถสลับตำแหน่งกันเองได้อย่างสนุกเพราะนักเตะมีความเข้าขากัน เข้าใจในเกม รู้จังหวะการเล่นของกันและกันมานาน แบ่งเป็นปีกซ้าย-ขวา, หน้าเป้า และมีกองหน้าตัวใน (คล้ายกับระบบหน้าต่ำ 2 คน)

นักเตะที่เป็นตัวชูโรงของทีมชุดดังกล่าวก็คือ เฟเรนซ์ ปุสกัส กองหน้าหมายเลข 10 ของทีมที่คาดปลอกแขนกัปตันทีม , นานดอร์ ไฮเดกกูตี , ซานโดร ด็อกซิส , โซลตัน ซิบอร์ และตัวของ ลาซเลา บูดาล ซึ่งทั้งหมดนี้คือกองหน้าทั้ง 5 ตัวของทีม มีการกล่าวเอาไว้ว่าก่อนเกมนั้น ระหว่างที่ยังวอร์มอยู่ นักเตะอังกฤษหลายคนแอบซุบซิบนินทากันอย่างสนุกปาก เมื่อได้เห็นทั้งรูปร่างและท่าทางของนักเตะทีมชาติฮังการีที่ดูแล้วนั้นไม่น่าจะเล่นเก่งเลย แถมยังหารองเท้าดีๆมาใส่ก็ยังไม่ได้ เรียกว่านักเตะอังกฤษชุดดังกล่าวนั้นได้ “บุลลี่” นักเตะฝั่งฮังการีมากพอสมควรเลยทีเดียว

นักเตะฮังการีเองก็คงรู้ดีว่า นักเตะอังกฤษคงจะมองพวกเขาไม่ได้อยู่ในสายตา ต่อให้พวกเขาได้เหรียญทองโอลิมปิกมาก่อนก็ตาม มันคงไมได้ทำให้นักเตะอังกฤษคิดว่าพวกเขามีดี สิ่งที่ทำได้ก็คือ “ขยี้” อังกฤษให้เละเท่านั้น !

เปิดเกมมานั้น นักเตะอังกฤษก็ต้องเหวอเลยทีเดียว เพราะเพียงนาทีแรกของเกมเท่านั้น ไฮเดกกูตี ทะลวงตูมเดียวให้ฮังการีออกนำก่อน 1-0 แม้ว่าในอีกไม่นาน อังกฤษจะตามตีเสมอได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็โดน ฮังการีที่กำลังห้าวเป้ง ยิงยับเยินถึง 6-3 เลยทีเดียว โดยที่เกมนี้ ไฮเดกกูตี ยิงแฮททริกได้ ส่วนตัวของ ปุสกัส ก็ยิงคนเดียว 2 ประตู

ประตูที่ ปุสกัส ยิงได้นั้นถือว่าเป็น 1 ในประตูที่ติดท๊อปลูกยิงสุดสวยในรอบศตวรรษอีกด้วย เมื่อเขาใช้ซ้ายคลึงบอลล็อกหลบ บิลลี่ ไรท์ แล้วจากนั้นก็ยิงตูมด้วยซ้ายข้างเดิมของเขานั่นแหละ ส่งบอลพุ่งแสกหน้า กิล เมอร์ริค นายทวารตัวเก่งของทีมเข้าไปอย่างสุดสวยเลยทีเดียว หลังจากจบเกมสุดอัปยศของอังกฤษที่โดนฮังการีบุกมายิงยับ 6-3 ถึงเวมบลีย์ ตัวของ “ธอมป์ ฟินนีย์” ตำนานนักเตะชาวอังกฤษที่ได้มาชมเกมการแข่งขันอยู่ในอัฒจรรย์ ก็ได้ถามหลังเกมเลยว่า

“พวกคุณทำอะไรกันอยู่ แล้วหลายปีมานี้พวกเราไม่ได้พัฒนาเลยสินะ”